เอ็นโซ มาเรสก้า กุนซือใหม่คนนี้พาเชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลกได้อย่างไร

เอ็นโซ มาเรสก้า

ฤดูกาลแรกของ เอ็นโซ มาเรสก้า กับการคุมทีมเชลซีจบลงได้อย่างเหนือความคาดหมาย เมื่อเขาพาทีมคว้าแชมป์สองรายการใหญ่ และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการลูกหนังโลก โดยเฉพาะในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ที่พลิกล็อกเอาชนะทีมแชมป์ยุโรปอย่างน่าตื่นตา ชัยชนะในศึกชิงแชมป์สโมสรโลก ไม่เพียงแต่เป็นถ้วยรางวัลใบสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่า “เชลซีภายใต้ยุคใหม่” ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง และมาเรสกาคือคนที่จุดประกายเส้นทางใหม่นี้ให้กับสโมสร

เอ็นโซ มาเรสก้า ฤดูกาลแรกที่เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้เชลซี

ในวงการฟุตบอล คำว่า “กลยุทธ์” มักถูกกล่าวถึงอย่างคลุมเครือ และบางครั้งก็ดูเป็นแค่ถ้อยคำทางเทคนิคที่ใช้เลี่ยงคำวิจารณ์ ทว่าเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามถึง “ชั้นเชิงเชิงกลยุทธ์” ของเอ็นโซ มาเรสกาอีกต่อไป หลังจากที่เขานำเชลซีคว้าแชมป์สโมสรโลกได้อย่างน่าทึ่ง ข้างสนามในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กลายเป็นภาพที่น่าจดจำ เมื่อผู้จัดการทีมหนุ่มชาวอิตาเลียนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของแฟนบอล หลังจากลูกทีมของเขาทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการโค่นยักษ์ใหญ่อย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนเกมจะเริ่ม เปแอสเชถูกพูดถึงว่าเป็นทีมที่อาจนิยามยุคสมัยใหม่ของฟุตบอล พวกเขามีโอกาสคว้าแชมป์รายการที่ 5 ของฤดูกาล และกำลังไล่ล่า “เซปเต็ต” (7 แชมป์) อย่างเต็มตัว

เอ็นโซ มาเรสก้า เชลซี

แต่ทุกอย่างถูกหยุดไว้โดยแท็กติกอันชาญฉลาดของเชลซี และการเล่นที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัย มาเรสกาอาจยังใหม่ในเวทีระดับสูง แต่คืนนี้เขาได้ฝากชื่อไว้ในแผนที่โลกแล้วอย่างสง่างาม เชลซีของเอ็นโซ มาเรสกา โผล่ขึ้นมาราวกับพายุที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาโชว์ฟอร์มสุดแกร่ง เล่นอย่างมีระเบียบตั้งแต่ต้นเกมจนถึงวินาทีสุดท้าย และไม่เปิดโอกาสให้เปแอสเชได้ตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายจบเกมด้วยสกอร์ที่ไม่มีใครคาดฝัน เชลซีชนะ 3-0 อย่างหมดจด มันไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่มันคือการลบฝันของทีมที่กำลังเดินหน้าสู่ประวัติศาสตร์ และประกาศให้โลกรู้ว่า “เดอะบลูส์” ยุคใหม่ภายใต้การนำของมาเรสกา กำลังกลายเป็นของจริง

เปโดร เนโต้ – ปีกพลังงานสูงที่หยุดยั้งฮาคิมี่ได้อยู่หมัด

เปโดร เนโต้ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทัวร์นาเมนต์ และเกมล่าสุดเขาก็เป็นหนึ่งในคีย์แมนที่พาเชลซีเข้าสู่รอบชิงฯ ด้วยผลงาน 3 ประตูอันเฉียบขาด โดยในเกมสำคัญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขารับบทบาทเป็นปีกซ้าย ซึ่งแม้จะไม่ใช่จุดที่เขาโดดเด่นที่สุดในการครองบอล แต่การมีส่วนร่วมด้านเกมรับของเขานั้นกลับน่าชื่นชมเกินคาด ในช่วงที่เปแอสเชพยายามใช้จังหวะเกมรุกจากแนวลึก โดยเฉพาะการวิ่งทะลุของอัชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาความเร็วสูงของทีม เนโต้กลับยืนหยัดอย่างมีวินัย เขาไม่จำเป็นต้องตามฮาคิมี่ทุกจังหวะ แต่เลือกใช้การอ่านเกม และบีบพื้นที่ให้กองหลังหรือมิดฟิลด์รับมือแทนได้อย่างชาญฉลาด

เปโดร เนโต้

เนโต้มักถอยมาอยู่ในโซนแบ็กซ้าย พร้อมทั้งใช้ความเร็วอันจัดจ้านของเขาไล่ตามฮาคิมี่ได้แบบไม่มีตก แม้ว่าแนวรุกของเปแอสเชจะพยายามใช้ความไหลลื่นและความหลากหลายในการโจมตี แต่เส้นทางสำคัญอย่างฝั่งขวาของฮาคิมี่กลับถูกปิดตายจากความมุ่งมั่นและการเล่นเกมรับที่มีวินัยของเนโต้ ในเกมที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นโชว์ของแนวรุกฝั่งเปแอสเช แต่กลับกลายเป็นความโดดเด่นของเนโต้ ที่ทำให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงในฐานะ ‘นักเตะที่หยุดยั้งความฝัน’ ได้อย่างแท้จริง

เมื่อมาเรสก้าใช้ โคล พาลเมอร์ ได้ตรงจุด เชลซีก็ไหลลื่นไม่มีสะดุด

การวางตำแหน่งนักเตะให้เหมาะสมกับคุณสมบัติแต่ละคนคือหัวใจสำคัญของการคุมทีม และตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เอ็นโซ มาเรสกาเคยถูกวิจารณ์ไม่น้อยเรื่องการใช้งานแนวรุกบางรายแบบไม่ตรงจุด อย่างไรก็ตาม เกมกับเปแอสเชเมื่อวันอาทิตย์พิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการของเขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้โคล พาลเมอร์ พาลเมอร์ถูกส่งลงในตำแหน่งริมเส้นฝั่งขวาในระบบ 4-2-3-1 ดูไฮไลท์ฟุตบอล แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเติมเกมบุกของมาโล กุสโตจากแบ็กขวา ซึ่งเปิดทางให้พาลเมอร์ขยับเข้าด้านในมาเล่นในพื้นที่ครึ่งกลาง ทำให้เขามีอิสระในการเชื่อมเกมและหาช่องทำเกมรุก

โคล พาลเมอร์

มาเรสก้าเจาะระบบของเปแอสเชได้ตรงจุด โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างกองกลางฝั่งขวาของพวกเขา พาลเมอร์กลายเป็นตัวปั่นป่วนของแนวรับเปแอสเชอย่างต่อเนื่อง และสามารถหาโอกาสยิงได้ถึงสองครั้งจากพื้นที่คล้ายกัน โดยเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นเป็นสองประตู และยังแอสซิสต์ให้ประตูที่สามของเชลซีอีกด้วย นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของทีม แต่คือชัยชนะของการวางหมากอย่างแม่นยำ ที่แสดงให้เห็นว่า มาเรสกาเริ่มเข้าใจทีมของเขาอย่างลึกซึ้ง

โรเบิร์ต ซานเชซ กับบทบาทผู้เริ่มเกมรุกที่เปลี่ยนเกมให้เชลซี

ในเกมกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เชลซีอาจไม่ได้ใช้การต่อบอลสั้นจากแนวหลังเป็นหลัก แต่พวกเขากลับโชว์ความชาญฉลาดในการหลบหลีกการเพรสซิ่งของเปแอสเช ด้วยการวางบอลยาวจาก โรเบิร์ต ซานเชซ ผู้รักษาประตู ที่กลายเป็นอาวุธลับของทีมอย่างแท้จริง แทนที่จะเสี่ยงให้ถูกกดดันจากแนวรุกของเปแอสเช เชลซีเลือกวางบอลลึกไปหลังแนวรับของฝ่ายตรงข้าม บีบให้แนวรับของทีมฝรั่งเศสต้องหันหลังวิ่งไล่กลับไปสกัดบอลเอง ซึ่งเป็นจังหวะที่พวกเขาไม่ถนัด และเปิดโอกาสให้แนวรุกของเชลซีเข้าไปเล่นจังหวะสองได้ต่อเนื่อง

โรเบิร์ต ซานเชซ

แม้สถิติการจ่ายบอลยาวของซานเชซจะเข้าเป้าเพียง 9 จาก 26 ครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะหลายครั้งที่บอลถูกจ่ายไปยังพื้นที่ที่เปิดช่องให้เพื่อนร่วมทีมกดดันต่อได้ทันที โดยเฉพาะจังหวะวางบอลให้มาโล กุสโต้ ซึ่งนำไปสู่ประตูขึ้นนำในช่วงครึ่งแรก ผลงานของซานเชซในเกมนี้ไม่ได้มีแค่เซฟสวย ๆ แต่ยังรวมถึงการอ่านเกม การกระจายบอล และการตัดสินใจที่แม่นยำ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มของแผนการเล่นที่พาเชลซีคว้าชัยเหนือทีมเต็งอย่างเปแอสเชได้อย่างงดงาม


ในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฤดูกาล เชลซีต้องเผชิญหน้ากับทีมที่ได้รับการยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป และแม้ว่าเสียงวิจารณ์จะโหมกระหน่ำตลอดซีซั่น โดยเฉพาะต่อตัวผู้เล่นบางราย แต่พวกเขาก็ลุกขึ้นมาตอบโต้ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงเวลาสำคัญ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกไม่ใช่เวทีที่ยอมให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ผู้เล่นของเชลซีกลับแสดงให้เห็นถึงความนิ่ง มุ่งมั่น และเล่นกันอย่างมีระบบ ชัยชนะในนัดนี้ไม่ใช่แค่การคว้าถ้วยรางวัล แต่คือการลบคำสบประมาท และพิสูจน์ให้เห็นว่า “พวกเขาดีพอ” ที่จะยืนเคียงข้างทีมระดับแถวหน้าของโลกและพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานในสนาม

ติดตามไฮไลท์และผลวิเคราะห์บอลคู่อื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่